Interview : Director of YLG Bullion International

  • Intelligence
31 ส.ค. 2019, 13:30

มล-ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ผู้หญิงสวยมากความสามารถคนนี้ได้ชื่อว่าเป็นดอกไม้เหล็กแห่งวงการค้าทองคำ หลังจากศึกษาจบปริญญาตรีบริหารธุรกิจ เอกการเงิน (เกียรตินิยมอันดับสอง) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทพาณิชยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเคนท์ ประเทศอังกฤษ และปริญญาโทรัฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหงแล้ว เธอได้เข้ามาสานต่อธุรกิจของครอบครัวคือ บริษัท ยูหลิม ซิลเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทส่งออกจิวเวลรี่เงินอันดับ 1 ของประเทศไทย และต่อมายังขยายกิจการเปิดอีกหลายบริษัท ปัจจุบันนี้เธอทำหน้าที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) ซี่งเป็นบริษัทที่นำเข้าทองคำแท่งเพื่อการค้าส่งอันดับต้น ๆ ของประเทศไทย รวมถึงการดูแลตลาดสัญญาซื้อขายทองล่วงหน้า (โกลด์ฟิวเจอร์ส) อีกด้วย

มล-ฐิภา นววัฒนทรัพย์ ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด

“หลังจากที่มลเรียนจบบริหารจากอังกฤษก็ได้กลับมาช่วยงานที่บ้าน และเริ่มจริงจังกับธุรกิจซื้อขายทองคำแท่งเมื่อ 15 ปีก่อน ซึ่งตอนนั้นมีพนักงานแค่ 4-5 คน รวมตัวมลเองด้วยแล้ว ออฟฟิศก็เป็นห้องเล็ก ๆ ค่ะ ต่อมาตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยคิดทำตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส เลยเชิญผู้ค้าทองทั้งหมด 5 รายเข้าเป็นสมาชิกช่วยเซ็ตอัพตลาด ซึ่งทาง YLG มีโอกาสได้เป็นหนึ่งในนั้น การลงทุนในทองคำแท่งกับการลงทุนแบบโกลด์ฟิวเจอร์ส ไม่ต่างกันเท่าไหร่นัก สิ่งที่ต่างคือ รูปแบบการทำงาน ถ้าเป็นโกลด์ฟิวเจอร์สจะง่ายกว่า เพราะอยู่ภายใต้ตลาดทีเฟ็กซ์ (TFEX) ที่มีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นคนคอยดูแลกฎกติกา แต่นักลงทุนต้องเรียนรู้กฎกติกาให้ชัดเจน ขณะที่การซื้อขายทองคำแท่ง ใช้กฎที่เราตั้งขึ้นเอง


…ตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สในช่วงแรก ถือว่าเป็นเรื่องการให้ความรู้กับนักลงทุน เพราะนักลงทุนโดยรวมยังมีความรู้ไม่เพียงพอสำหรับการลงทุนในตลาดนี้ พอเข้ามาลงทุนแล้วขาดทุนก็จะหยุดไป ซึ่งต่างกันกับกลุ่มที่ลงทุนในทองคำแท่ง เพราะถ้าซื้อทองคำแท่งจะไม่รู้สึกว่าขาดทุน ซื้อเสร็จแล้ว ถ้าเกิดราคาทองลงก็จะเก็บไว้ในเซฟก่อน พอราคาทองขึ้นค่อยกลับมาขายใหม่ แต่โกลด์ฟิวเจอร์ส ถ้าราคาทองลงปุ๊บจะมีระยะเวลาจำกัด มีเวลาเปิดปิดที่แน่นอน ถ้าทองร่วงลงมาเท่านี้ คุณต้องเติมเงินภายในระยะเวลาเท่านี้ จะมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ทำให้นักลงทุนคิดว่ามันมีความเสี่ยง


…แต่จริง ๆ แล้วถ้าคิดอีกที ระหว่างการลงทุนในทองคำแท่งกับโกลด์ฟิวเจอร์ส เวลามีกำไรก็จะมีเท่ากัน เวลาขาดทุนก็จะขาดทุนเท่ากัน แต่โกลด์ฟิวเจอร์ส ลงทุนน้อยกว่า อย่างคุณซื้อทองแท่งหนึ่งล้านบาท แต่โกลด์ฟิวเจอร์สคุณใช้เงินซื้อแค่หนึ่งแสนบาทมูลค่าที่ได้ก็เท่ากับล้านหนึ่งแล้ว เพราะถ้าวันรุ่งขึ้นทองแท่งราคาขึ้นไปเป็นหนึ่งล้านหนึ่งแสนบาท คุณก็จะได้กำไรหนึ่งแสนบาท แต่โกลด์ฟิวเจอร์สถ้าวันรุ่งขึ้นราคาทองขึ้นจากหนึ่งแสนบาทก็จะกลายเป็นสองแสนบาท คือกำไรเท่ากัน แต่ในทางกลับกัน ถ้าวันรุ่งขึ้นราคาทองร่วงลงไปหนึ่งแสนบาท ทองแท่งก็จะเหลือมูลค่าเก้าแสนบาท แต่คุณจะไม่รู้สึกกลัวเพราะยังมีทองแท่งอยู่ สามารถเก็บไว้ขายวันหน้าได้ แต่โกลด์ฟิวเจอร์สราคาทองร่วงไปหนึ่งแสนบาทเงินคุณก็หมดเกลี้ยงแล้ว อันนี้ก็จะตกใจ จริง ๆ แล้วถ้าบางคนเข้าใจและบริหารการลงทุนได้ดีก็จะเข้าใจการลงทุนในตลาดโกลด์ฟิวเจอร์ส


…การลงทุนในทองคำถือว่าไม่ยาก สามารถศึกษาได้ ไม่ว่าคุณจะลงทุนในทองคำแท่งหรือตัวโกลด์ฟิวเจอร์สก็ตาม ข้อดีคือ ถึงราคาทองคำจะลดลงอย่างไร ก็ยังมีราคาต้นทุนหน้าเหมืองอยู่ ไม่มีร่วงเกินราคาต้นทุนหน้าเหมือง สมมุติต้นทุนหน้าเหมืองอยู่ที่ 1,100 เหรียญ ราคาทองลงอย่างไรก็ไม่ต่ำกว่าราคาต้นทุนอยู่แล้ว ไม่เหมือนหุ้นพอร่วงแล้วไปเลย ถ้าคิดว่าอยากจะออมทองเพื่อกระจายความเสี่ยงก็น่าจะลงทุนสัก 10-15 เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งก้อนที่เรามีอยู่ บางคนมีเงินร้อยบาท เก้าสิบบาทเขาเอาไปฝากกินดอกเบี้ยไป อีกสิบหรือสิบห้าบาทก็นำมาซื้อทองคำแท่งเฉลี่ยเก็บสะสมไปเรื่อย ๆ หรือเอามาลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์ส หรือจะซื้อเก็งกำไรระยะยาวก็ได้ แล้วในแต่ละปีค่อยมาดูเทรนด์ใหญ่อีกที ว่าเทรนด์ใหญ่ของปีนี้เป็นอย่างไร ควรขายสิ่งที่เราถือดีไหม หรืออย่างโรงงานที่ผลิตทองรูปพรรณ เขารับออเดอร์มา แทนที่เขาจะไปซื้อทองแท่งมาเก็บไว้เลย เขาก็แค่เหมือนล็อคราคาไว้ก่อน แล้วค่อยดึงทองมาผลิตทีหลัง


…คือคนที่จะเข้ามาลงทุนต้องมีความรู้ความเข้าใจในการลงทุนทองคำเป็นอย่างดี ต้องดูที่พอร์ตใหญ่ว่าเรามีเงินเท่าไหร่ ควรลงทุนกี่เปอร์เซ็นต์ การลงทุนทุกอย่างเราต้องศึกษาให้ละเอียด ต้องรู้จริง ถ้ารู้ไม่จริง แค่เห็นคนอื่นเขาเล่นแล้วได้กำไร ก็มาเล่นตามแบบไม่ศึกษา อันนั้นถือว่าเสี่ยง จริง ๆ การศึกษาเรื่องนี้ไม่ยาก ค่อย ๆ เริ่มทีละนิด ๆ ก็จะเข้าใจอย่างลึกซึ้งขึ้นค่ะ”

นอกจากนั้น คุณฐิภายังนำทัพขยายตลาดเดินทางไปค้าขายทองคำถึงศูนย์กลางทางการเงินของเอเชีย ซึ่งได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี

“เมื่อสี่ห้าปีก่อนเราไปเปิดบริษัทที่ประเทศสิงคโปร์ชื่อYLGสิงคโปร์ ขายทองคำแท่งเหมือนกันค่ะ เพียงแต่ YLG เมืองไทยขายทองคำแท่งให้ลูกค้าและร้านทองเฉพาะตลาดเมืองไทย แต่ YLGสิงคโปร์จะบุกตลาดเอเชีย ซึ่งขายไปทุกประเทศที่ไม่ใช่ตลาดในเมืองไทย เราไปค้าขายภายใต้การเชิญของรัฐบาลสิงคโปร์ เขามาเชิญที่เมืองไทยเลย YLG เป็นหนึ่งในบริษัทของคนไทยที่ไม่ใช่แบงค์ที่ได้ไปเปิดที่นั่น สิงคโปร์ถือได้ว่าเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางทางการเงิน การธุรกิจ และเขาตั้งเป้าอยากที่จะเป็นโกลด์ฮับของเอเชีย เวลาเขาไปบุกตลาดประเทศอื่นก็จะเอาเราไปด้วย ในโบรชัวร์แนะนำโกลด์ฮับของสิงคโปร์ก็มีชื่อบริษัทเราอยู่ในนั้น เราได้เป็นกรรมการของสมาคมค้าทองคำที่สิงคโปร์ด้วย เมืองไทยเราก็เป็นกรรมการสมาคมค้าทองคำ และล่าสุดสิงคโปร์ได้เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมค้าทองคำของเซี่ยงไฮ้ เราก็ได้เป็นสมาชิกด้วย ทุกวันนี้ก็จะมีการซื้อขายผ่านตลาดอินเตอร์ของจีน ตอนนี้ตลาดทองของจีนโตมากค่ะ”

คุณฐิภาได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงที่ไม่หยุดนิ่ง จึงได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจให้ก้าวทันเทรนด์ของโลกอยู่เสมอ

“นอกจากนั้น เรายังเปิดร้านทองขึ้นมาโดยใช้ชื่อว่า YLG Precious มีสองสาขา คือ เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และเซ็นทรัลพระรามเก้า จำหน่ายทั้งทองคำแท่งและทองรูปพรรณ แต่เดิมเราขายทองคำแท่งอย่างเดียว ก็ถือว่า ตลาดรีเทลเป็นตลาดใหม่สำหรับเราเหมือนเราเพิ่งเริ่มต้น และเมื่อต้นปีที่ผ่านมา เราเริ่มได้เปิดการซื้อขายทองออนไลน์ 24 ชั่วโมงทาง www.ylggold.co.th ขายทั้งทองคำแท่งและทองรูปพรรณแบบมูลค่าไม่สูง เพราะเราส่งสินค้าทางไปรษณีย์ทั้งหมด ตลาดนี้ไปได้ดีเหมือนกันค่ะ เทรนด์ซื้อขายทางออนไลน์กำลังมา และเดี๋ยวนี้ทุกอย่างเป็นอิเล็กทรอนิกส์หมดแล้ว เราใช้วิธีการโอนเงินหมด ลูกค้าสั่งซื้อทองเข้ามา ก็จะโอนเงิน แล้วเราก็ให้แมสเซนเจอร์ไปส่งของ สะดวกและไม่อันตราย

…ถ้าใครอยากซื้อทองไซส์ใหญ่ติดต่อตรงมาซื้อกับบริษัทก็ได้ค่ะ ราคาปกติไม่ชาร์จเพิ่มเป็นการบริการเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับลูกค้า โดยเฉพาะลูกค้าต่างจังหวัดที่สนใจสินค้าของเรา แต่ไม่สะดวกเดินทางเข้ามา แต่ถ้าไซส์ใหญ่ราคาสูงก็สามารถสั่งแล้วมารับที่นี่ได้ ถ้าไม่สะดวก ก็สามารถให้แมสเซนเจอร์ของเราไปส่งให้ได้ มีเพียงค่าบริการ 300 บาท เฉพาะในกรุงเทพ ถ้าเป็นต่างจังหวัดต้องมารับเอง หรือเซ็นมอบอำนาจให้ใครมารับแทนได้

…ล่าสุดเราเพิ่มช่องทางการขายอีกหนึ่งช่องทาง คือขายตามโทรทัศน์ ทีวีไดเร็ก เพราะช่องทางนี้ยังไม่มีทองขายเลย ซึ่งYLG ส่งสินค้าให้ทางสถาบันGITตรวจสอบก่อนทุกชิ้น ดังนั้นผู้ซื้อมั่นใจสินค้าจาก YLG ได้ เวลาซื้อมีใบรับประกันให้ และมีการการันตีรับซื้อคืนด้วยค่ะ เราสามารถขยายตลาดได้เร็ว เพราะลูกค้าเขามองเราว่า หนึ่งน่าเชื่อถือ สองสินค้ามีคุณภาพดี สามบริการดี เมื่อมีทั้งสามอย่างรวมกันก็เลยทำให้ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเราเลยขึ้นมาเป็นผู้นำทางด้านทองคำค่ะ”

Sharing is caring!

OTHER INTELLIGENCES

shares